วันเสาร์ที่งานหนังสือ

posted on 02 Apr 2012 03:00 by traweller
วันเสาร์ของสัปดาห์นี้ ..
ฉันออกไปเรียนเหมือนเดิม
และฝนก็ตั้งเค้าเหมือนเดิม
ที่ไม่เหมือนเดิมคือฉันมีนัด
ความคิดจึงแยกออกเป็นสองทาง
ใจหนึ่งอยากให้ฝนตกหนักๆ
แต่อีกใจก็บอกว่าให้หนูไปถึงที่ก่อนนะคะ
 
แล้วฉันก็โดดเข้าไปในห้างนั้น
ได้ก่อนฝนจะตกจริงๆ
แต่อันที่จริงฉันมีร่มติดกระเป๋าตลอดนะ
 
รอน้องในห้าง
แล้วน้องก็มาถึง
เรากินซอฟต์ครีมกัน
ตรงหน้าร้านมีโมเดลตั้งไว้เหมือนที่ญี่ปุ่นเลย
เป็นโมเดลซอฟต์ครีมหลายๆ สี
น่าเสียดายว่าไม่ยักมีรสแปลกๆ
อย่างรสไข่ วาซาบิ โชยุ หรือมันหวาน
ก็ไม่ใช่ญี่ปุ่นนี่นา
 
แล้วฉันก็ไปซื้อแยมโรลของกาโตว์
เมื่อวันก่อนฉันบอกแม่ว่า
เนี่ยๆ แมวบ้านเราลายเหมือนแยมโรลเลย
ต้องเป็นแยมโรลของกาโตว์เท่านั้นด้วย
เลยต้องซื้อกลับไปให้แม่ดู
แต่ฉันไม่อยากเปลืองตังค์มาก
ก็เดี๋ยวต้องไปงานหนังสืออีก
เป็นงานที่คาดเดาไม่ได้ว่าต้องใช้ทุนแค่ไหน
สุดท้ายฉันเลยหยิบแค่แยมโรล
กับพายอีกหนึ่งอัน
เพราะรู้สึกอาย
ถ้าจะอุดหนุนขนมแค่ชิ้นเดียว
เป็นความคิดที่ประหลาด
แต่เอาเถอะ
พายอันนั้นฉันก็ชอบกิน
 
มุดเข้ารถไฟใต้ดิน
ก่อนจะโผล่ออกมาที่งานหนังสือ
เพราะว่ามาถึงช้า
ใครๆ ที่ฉันอยากเจอ
จึงต่างหมดคิวแจกลายเซ็นกันไปแล้ว
ฉันเลยไม่ค่อยกระตือรืนร้นเท่าไร
แถมยังตะคริวกินขาทั้งสองข้าง
จนพาลงอแงใส่น้องของฉันเอง
ไม่เอาแล้ว ไม่รอแล้ว ขี้เกียจเดินแล้ว
ไม่ถือแล้ว ปวดแขน
.. นี่ฉันเป็นเด็กห้าขวบหรือไงกัน
น้องก็ได้แต่ขำ
หรือว่ามันสมเพชกันก็ไม่รู้
 
ตอนเดินผ่านบูทมติชนเห็นคนเยอะแยะ
เขาเอาเชือกมากั้นไว้ด้วย
ใครดูก็รู้ว่าต้องมีสักคนมา
ฉันไปโฉบในระยะประชิด
สักคนคนนั้นคือพี่เอ๋ นิ้วกลม
โอ้ เหตุการณ์วันนี้ทำให้ฉันเพิ่งรู้
พี่เอ๋ดังมากจริงๆ
หรือว่าพี่เอ๋ก็ดังอยู่แล้ว
แต่ฉันแค่ไม่เคยรู้สึกเองฟะ
 
ยิ่งพอเจอบางสำนักพิมพ์
ที่มีคนยืนถือหนังสืออยู่หน้าร้าน
แล้วบอกว่าเล่มนี้ผมเขียนเองนะครับ
แต่กลับไม่มีใครสนใจ
จนเราเกือบซื้อหนังสือนั้นมา
ทั้งที่ไม่ได้สนใจอะไรข้างในเลย
ก็แค่สงสารเขา
หนทางแห่งการเป็นนักเขียนช่างลำบาก
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
การเป็นนักเขียนที่ฮิต
 
อืม พี่เอ๋ช่างฮิต
พี่ก้อง ทรงกลด ก็ช่างฮิต
จนหนังสือหมดแล้วหมดอีก
ครั้งหนึ่งฉันเคยซื้อหนังสือพี่ก้อง
เป็นงานใหม่ล่าสุด เพิ่งออกในงานหนังสือ
แต่เป็นฉบับพิมพ์ครั้งที่สามด้วย
 
ที่สุดแล้ว
หลังจากเกินวนสามรอบ
ฉันก็ได้หนังสือมาแค่สามเล่ม
แถมยังเป็นแนวคอมิคเอสเสทั้งหมด
ฉันคงต้องพยายามอ่านช้าๆ
เพื่อไม่ให้มันจบไวนัก
 
และท้ายที่สุดก่อนกลับบ้าน
ฉันก็ได้เจอนักเขียนในดวงใจ
คนที่ฉันเป็นแฟนคลับมา
ก่อนที่จะเคยได้ยินชื่อพี่ก้องหรือพี่เอ๋เสียอีก
น้องคนหนึ่งมารู้จักกับฉัน
เพราะเราเป็นแฟนหนังสือเหมือนกัน
ตอนนั้นน้องยังอยู่ม.ต้น
จำไม่ได้ว่าม.หนึ่งหรือม.สอง
ตอนนี้น้องใกล้จบตรีแล้ว
ไม่น่าเชื่อเลย
 
ฉันอุทานออกมาไม่หยุด
พี่โตโต้ล่ะๆๆ
จนน้องของฉันที่อ่านแต่หนังสือแต่งบ้าน
ไม่รู้จักพี่ก้อง พี่เอ๋ หรือแม้กระทั่งปราย พันแสง
ก็ยังรู้ว่านั่นคือพี่โตโต้
 
ฉันเดินเข้าไปทักถึงในบูท
พี่โต้ตอบกลับมาด้วยเสียงดังว่า
"โอ้ แนน เป็นยังไงบ้าง"
ฉันดีใจ และเขินจนพูดอะไรต่อไม่ถูก
ปีหนึ่งฉันได้เจอพี่โต้ไม่เกินสองครั้ง
ครั้งหนึ่งได้คุยกันไม่ถึงสิบประโยค
พี่โต้ยังอุตส่าห์จำฉันได้อยู่อีก
 
บางทีนี่อาจเป็นเพราะ
ครั้งแรกที่เจอกัน ฉันบุกเข้าไปขอลายเซ็น
ระหว่างที่พี่โต้กำลังเดินเลือกดูหนังสืออยู่
ก็เซ็นกันกลางทางอย่างนั้นเลย
เฟิร์สอิมเพรสชั่น เหอๆ
 
ปีนี้พี่โต้ไม่ได้ออกหนังสือ
ฉันจึงไม่ได้หนังสือ และไม่ได้ลายเซ็น
แต่ฉันได้เจอพี่โต้
และก็ตื่นเต้นมากจนลืมไปว่า
ฉันมีของมาให้พี่โต้ด้วย
เพิ่งมานึกได้ก็ตอนถึงบ้าน
บางทีชีวิตมันก็ตลกแบบนี้
แต่ฉันก็มั่นใจว่าต่อให้เจอกันอีกกี่ครั้ง
ฉันก็จะยังตื่นเต้นมากๆ แบบนี้อยู่ดี
 
ความตื่นเต้นมันเกิดจากอะไรนะ
ความชอบคงเป็นส่วนหนึ่ง แต่ไม่ใช่ทั้งหมด
เพราะฉันเคยชอบคนคนหนึ่งมาก
โดยที่ไม่เคยมีความรู้สึกตื่นเต้นอะไรเลย
ไม่มีเลยจนนิดเดียว
แต่เขาก็กลายเป็นแบบพิมพ์ของคนในฝัน
ที่ทำให้ฉันรู้ว่าผู้ชายแบบที่ฉันต้องการ
คือคนที่ใจดีและอบอุ่นเหมือนบ้าน
ลำพังแค่ใจดีน่ะหาไม่ยาก
แต่อบอุ่นเหมือนบ้านนี่สิ ..
 
พักนี้ บางทีฉันชักจะคิด
ฉันอาจจะต้องอยู่คนเดียวแบบนี้ไปจนชั่วนิรันดร์
ช่างจรรโลงใจมาก
 
แต่นั่นยังไม่น่าวิตกเท่า
เรื่องฉันจะตกงานไปอีกนานแค่ไหน
การว่างงานนานขนาดนี้ไม่เคยมีมาก่อน
ปกติแล้วเพื่อน หรือคนรู้จัก
มักจะส่งจ๊อบเล็กๆ มาให้ฉันเสมอ
ฉันสำนึกบุญคุณของคนเหล่านั้นอยู่ตลอด
ที่หมอดูบอกว่าฉันเป็นคนมีดวงอุปถัมภ์
มันแม่นมาก
ฉันอยู่มาได้จนถึงทุกวันนี้ก็เพราะทุกคนนี่แหละ
 
ยังไงก็ตาม ตอนนี้มันไม่มีด้วยเหตุผลบางอย่าง
ที่บ้านเลยบอกให้ขยันสมัครงานทางเนตเข้า
ฉันก็ขี้เกียจทำ เพราะเคยเจอแต่งานอะไรก็ไม่รู้
หรือเป็นเพราะฉันอคติวะ
 
ฉันไปสมัครงานร้านกาแฟด้วย
แต่ว่าไม่ทันพี่ผู้ชายคนหนึ่งที่มาก่อน
เสียดายอยู่เหมือนกัน ฉันชอบร้านนั้นทีเดียว
แต่พอที่บ้านรู้ เขาก็อึ้งไปเลยล่ะ
ฉันเลยเพิ่งเข้าใจ
ที่เขาบอกว่างานอะไรก็ได้
ที่จริงแล้วมันไม่ได้หมายความตามนั้น
และค้นพบเงื่อนไขมากมายที่ซ่อนอยู่
โลกนี้มีเงื่อนไขมากมายที่ซ่อนอยู่
เหมือนกับที่ฉันไปสมัครเป็นผู้ช่วยสัตวแพทย์
และถูกปฏิเสธเพราะวุฒิปริญญาตรีมันดีไป
ทั้งที่ฉันอยากชงกาแฟ
ทั้งที่ฉันอยากอยู่กับหมา
ทำไมโลกนี้ช่างไม่เข้าใจฉันเลย
หรือคงเป็นฉันที่ไม่เข้าใจโลกมากกว่า
 
สมัยเรียนน่าจะเลือกอะไรที่มันเฉพาะทางไปเลยนะ
แต่มาคิดเอาตอนนี้ก็ไม่ทันแล้ว
แล้วก็ไม่ได้เสียใจกับสิ่งที่เลือกไปด้วย
 
ฉันอยากทำงานที่เกี่ยวกับหนังสือ
ถ้ามีงานที่จ้างให้อ่านหนังสือ
ป่านนี้ฉันคงรวยน่าดู
 
ฉันอยากเปิดร้านขายหนังสือ
เป็นความฝันมาเกือบสิบปีแล้ว
แต่ก็ไม่มีทุนเล้ย แถมไม่น่าเชื่อถือด้วย
ที่ไหนเขาก็ต้องไม่ให้กู้แน่ๆ
 
หรือฉันควรลืมมัน
แล้วไปนั่งส่งเมล import export กัน
แบบนั้นที่บ้านคงสบายใจกว่า
มั่นคงกว่า เงินดีกว่า
แม้ไม่มีใครรับประกันว่ามีความสุขกว่า
 
ฉันคงถือลัทธิสุขนิยมมากเกินไป
อาจได้เวลาที่ฉันต้องถอดจิตใจออก
แล้วใส่โปรแกรมแบบหุ่นยนต์แล้วมั้ง
คนที่ได้ทำงานที่ตัวเองรักนี่โชคดีจริงๆ
 
ฉันอยากทำงานเกี่ยวกับหนังสือ
แง้ ..

Comment

Comment:

Tweet

ลองไปสมัครงานที่อมรินทร์สิ
อืมมม วันนั้นฉันลงทุนไปถามมาด้วยนะ
งานนวดน่ะ ที่เกาหลี
ฉันรู้ว่า เฮ้ย ง่นไรฟะ โคตรเสี่ยง
แต่ก็สนใจ เพราะจะได้ไปอยู่เกาหลีอีก
มีเงินเดือน มีติ๊บด้วย
ถามว่า ไปนวดลูกค้า กะนั่งแปลงานเอกสารที่น่าเบื่อ
ฉันอยากทำอะไร
ก็คงตอบว่า กูอยากไปนวด...

ฉันนึกถึงเธอ...
อยกชวนไปด้วยกัน...
ไม่รู้เธอจะคิดยังไง...

อีกเรื่อง... ฉันก็เคยไปสมัครงานร้านขนมปังในไทย
เขาบอกว่าฉันวุฒิสูงไป เก่งเกินไป พูดญี่ปุ่นก็ได้... สวยเกินไปอีก...
อืม... กลายเป็นข้อจำกัดไป...
นึกอยากเกินเป็นคนชั้นไหนก็ได้
ที่ไม่ใช่ชั้นกลางฟ่ะ
เซ็ง...

ชั้นล่าง...
หรือชั้นสูงไปเลย...
ชั้นไหนก็ได้ที่ไม่ใช่ชั้นกลาง...
ทำอะไรครึ่งๆกลางๆ
ถูกจำกัดอยู่... ไม่กี่อย่าง...

big smile

ฉันอยากโทรไปคุยกะเธอ แต่ก็ไม่มีเบอร์แฮะ
ฉันไปคุยไว้ในเฟซบุ๊คส์ แมสเสจละกันเนอะ

#2 By in the mood for love on 2012-04-06 11:24

วันเสาร์กี้ก็ไปงานนะคะ โดนหลอกไเฝ้าบู้ท ฮะฮะ

ถ้าอยากทำงานเกี่ยวกับหนังสือ เค้าว่ามีหลายสำนักพิมพ์รับพวกกองบก.อยู่นะคะ ส่วนถ้าอยากทำการกับหมา ที่เอกมัยอ่ะมีร้านเพ็ทช็อปคาเฟ่อยุ่ล่ะค่ะ น่าจะสมัครได้ล่ะน่อ

กี้ก็จะจบแล้ว ว่าจะลองสมัครหลายๆอย่างดูเพราะไม่รู้ว่าจริงๆอยากเป็นอะไร และเพราะนิสัยเสีย เค้าก็เลยว่าจะไม่ฟังคำพูดที่บ้าน ความคาดหวังมันเหนื่อยแล้วก็หนักเนอะคะ แต่เราต้องสุ้ๆกันล่ะเนอะ^^

คิดถึงพี่แนนจังน้อ~ เราเจอเราคุยกันครั้งสุดท้ายนานแค่ไหนแล้วนะคะ

#1 By -PK-> on 2012-04-02 15:40